๔๓๒.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักที่ จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี สานต่อ วัดสู่ชุมชน ช่วยประชาชนสู้โควิด สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามพระดำริ “สมเด็จพระสังฆราช”

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ลงพื้นที่ร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบฯ (โรงทาน) ตามพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ และเยี่ยมชมโครงการ "สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" พร้อม พระราชธิราภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสพระพุทธฉาย นายเทวัญ ลิปตพัลลพ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นางวิไลวรรณ ไกรโสดา รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนางวิภาศิริ มกรสาร นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่น ร่วมงาน ณ วัดพระพุทธฉาย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมงานว่า จ.สระบุรีเป็นจังหวัดที่เข้มแข็งจังหวัดหนึ่งที่ดำเนินงานตามพระราชดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ ขอชื่นชมในความสำเร็จหรือในการปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่งที่ได้ร่วมด้วยช่วยกัน ในภาวะเช่นนี้คณะสงฆ์ก็ต้องมาลงมาช่วยกันบำบัดทุกข์บำรุงสุข เพื่อให้พี่น้องประชาชนของเราได้อยู่รอดปลอดภัยและได้อยู่กันอย่างมีสวัสดิภาพ ไม่ลำบากยากไร้ ทำงานกันด้วยความเสียสละ ด้วยความตั้งใจ ด้วยความมีใจเมตตากรุณาต่อกัน

ทั้งนี้ ถือว่าเราประพฤติอย่างนี้ตามธรรมะคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเห็นประชาชนอยู่กันด้วยความลำบาก คณะสงฆ์จึงลงมาช่วยกันตามความสามารถเท่าที่ทำได้ ทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ทำด้วยเมตตากรุณา มีจิตใจที่ปราศจากสิ่งอันเป็นกิเลส การที่เราทำได้อย่างนี้ ประการที่หนึ่ง คือ เราสบายใจ ประการที่สอง คือ เป็นการช่วยประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เรามาช่วยกันสานต่อตามคติของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนของเรา ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขที่พอเพียงตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านมีพระราชดำริ มีพระราชกระแสในเรื่องของความพอเพียงไว้ในยุคนี้ ซึ่งในหลายๆ พื้นที่ได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ อย่างแข็งขัน วัดพระพุทธฉายนี้ก็มีข่าวปรากฏไปทั่วโลก โดยเฉพาะทางสื่อมวลชนของญี่ปุ่นก็มาถ่ายรูป รายงานว่า ประเทศไทยของเราทำอย่างนี้ในการช่วยเหลือประชาชน ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย ว่าเราทั้งหลายมีความสามัคคีปรองดองกัน ถึงคราวตกทุกข์ได้ยากก็ช่วยกันโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ



จากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้ประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป ๔ ปาง ประจำซุ้มมณฑปพระพุทธบาท (พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) หล่อเทียนพรรษา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี ๒๕๖๓ หลังจากนั้น คณะสงฆ์ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนได้เดินเยี่ยมชมโครงการ "สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" โดยได้รับความเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งปล่อยปลา และปลูกข้าว (โยนข้าว) ณ บริเวณวัดพระพุทธฉาย

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการ ในสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เดินทางต่อไปยัง ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ (แห่งที่ ๒) อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นประธานสงฆ์พิธีมอบต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว วัดสู่ชุมชน ภายใต้โครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆริณายก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ ให้กับคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี จำนวน ๓๐,๐๐๐ ต้น และเยี่ยมชมแปลงผักสวนครัว วัดสู่ชุมชน โดยมี พระเทพเสนาบดี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พร้อมพระเถรานุเถระ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรี นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับ โครงการ "สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เกิดขึ้นตามพระดําริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ซึ่งวัดได้มีการบูรณาการระหว่างโรงทาน ตามพระดําริของสมเด็จพระสังฆราช กับศาสตร์พระราชา “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นการต่อยอดสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอแนวคิดการทํา “สวนครัวนําสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งมอบต้นกล้า และเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวให้กับเจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอ เจ้าคณะตำบล

นอกจากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงอนุญาตให้วัดทั่วประเทศที่มีพื้นที่ว่างให้ประชาชนปลูกผักสวนครัวแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งส่งเสริมให้วัดต่างๆ ที่มีพื้นที่ เชิญชวนให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน โดยดําเนินการตามวิถีพุทธวิถีเกษตรปลูกผักสวนครัวในพื้นที่วัดนั้นๆ และนําไปปรุงเป็นอาหารส่วนที่เหลือจากการปรุงอาหารในครัวเรือนแล้ว สามารถนําไปจําหน่ายคืนให้วัด เพื่อนําไปประกอบอาหาร ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร. วันดี ได้นำเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อประทานแก่วัดทั่วประเทศอีกด้วย

ขณะที่ กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินงาน “น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ ๙๐ วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ระยะที่ ๒ สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักประจำครัวเรือน วันที่ ๑ กรกฎาคม – ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ เพื่อเป้าหมาย ๕ ประการสำคัญคือ ๑. ความต่อเนื่องคือพลัง ส่งเสริมการปลูกพืชผักที่ปลูกอยู่แล้วให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และปลูกพืชผักเพิ่มเติมจากเดิม รวม ๑๐ ชนิด ๒.ทำเป็นบ้านสานเป็นกลุ่ม ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มปลูกพืชผักประจำครัวเรือน เช่น มะนาว กล้วย มะละกอ เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินให้มีมูลค่าเพิ่ม ๓. ชุมชนสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจิตวิญญาณรักสิ่งแวดล้อม และสร้างชุมชนสีเขียว ๔.จากวัฒนธรรม สู่นวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจากพืชผักอาหาร และ ๕.ชุมชนเกื้อกูลเพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง
ขอบคุณที่มา: https://gnews.apps.go.th/news?news=63858
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ

๔๓๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประธานคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เข้าพบ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการ “โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OT

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี “ หนุนต่อยอด OTOP อาหารสร้าง “ครัวไทยเป็นครัวโลก” หลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะเข้าพบ โชว์ความสำเร็จแบรนด์ “OTOP Thai Taste” เปิดตัว ๑๐ เมนูใหม่พร้อมทาน ภายใต้โครงการ “ยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้” ชูจุดแข็งเก็บรักษาไว้กินได้นาน ตอบรับสั่งซื้อทางออนไลน์ ยุค New Normal มุ่งหวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดครบวงจร ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ชุมชนทั่วประเทศ
วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะฯ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ นางนิตยา พิระภัทรุ่งสุริยา รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เข้าพบ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการ “โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้”
พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมความคืบหน้าของการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการรณรงค์ปลูกพืชผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหารที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด ๑๙ จนมีผู้เข้าร่วมโครงการสูงเกือบ ๑๒ ล้านครัวเรือน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการดำเนินดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ดี ควรดำเนินการให้ต่อเนื่อง ทำให้คนมีพืชผักสวนครัวทำอาหารปลอดภัยกินกันในครัวเรือน และเมื่อมีผลผลิตเหลือกินสามารถนำไปผลิตเป็นอาหารสำเร็จรูปตามโครงการได้ พร้อมกันนี้ได้แนะนำอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนว่าราชการควรมีการช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้าน หรือ OTOP ให้มีเครื่องมือ เครื่องจักรในการทำอาหารสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของพืชผักสวนครัวหรือพืชสมุนไพรที่แต่ละบ้านปลูกด้วย เพื่อให้ครัวไทยเป็นครัวโลกต่อไป
ด้านนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินงานร่วมกับสถาบันอาหารจัดทำ “โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้” โดยนำสูตรมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้จำนวน ๑๐ เมนู มาพัฒนาเป็นสินค้าอาหารพร้อมบริโภค สะดวกต่อการรับประทาน มีการทดลองปรับปรุงสูตรการผลิตอาหารถิ่นที่ผ่านการคัดเลือก ให้เหมาะสมต่อการยืดอายุ โดยการนำเทคโนโลยีการผลิต ๒ เทคโนโลยีมาใช้ ได้แก่ เทคโนโลยีการยืดอายุด้วยเครื่องฟรีซดราย (Freeze Dryer) หรือเทคโนโลยีการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง และเทคโนโลยีการยืดอายุอาหารโดยใช้เครื่องรีทอร์ท (Retort) หรือเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อภายใต้แรงดัน ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจหากเก็บรักษาให้พ้นความชื้นและแสงแดด สามารถยืดอายุผลิตภัณฑ์ได้ยาวนานกว่า ๑ ปี โดยมีเป้าหมายจัดทำเป็นสินค้าต้นแบบเพื่อให้เกิดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์และดำเนินการทดสอบตลาดแบบครบวงจร สินค้าได้รับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้ และใช้ตราสัญลักษณ์หรือแบรนด์ OTOP Thai Taste ระบุข้อมูลโภชนาการต่อหน่วยบริโภค และจุดเด่นเรื่องราว (Story) ของผลิตภัณฑ์ ลงบนฉลากบรรจุภัณฑ์ ตามมาตรฐานสินค้าระดับสากล คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๖ โดยสินค้าต้นแบบที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีฟรีซดราย ในอนาคตตั้งราคาจำหน่ายไว้ ๘๙ บาท ส่วนสินค้าที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีรีทอร์ท จะจำหน่ายในราคา ๕๐ บาท จากเดิมที่ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าแบบปรุงสดได้ในราคาประมาณ 30 บาทเท่านั้น
ทั้งนี้มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน ๕๐ รายนั้น กระจายอยู่ในหลายจังหวัด จาก ๕ ภูมิภาคทั่วประเทศ แม้การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตจะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ แต่ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ผู้ประกอบการให้ความสนใจและมองเห็นโอกาสที่จะปรับปรุง พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้สอดรับกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ประเมินว่าจากการดำเนินงานในครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบและเกิดการจ้างงานภายในชุมชนที่ร่วมโครงการฯ ไม่น้อยกว่า ๕๐ ชุมชน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า ๔.๒ ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากวิถีชีวิตแบบปกติใหม่หรือ New Normal ที่ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมการซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้านมากขึ้น เกิดกิจกรรมการปรุงอาหารรับประทานเองมากขึ้น และนิยมซื้อทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์โควิด-๑๙ เป็นตัวเร่งสำคัญ ผู้บริโภคเองต้องการอาหารที่มีนวัตกรรมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รูปแบบต่าง ๆ อาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมรับประทาน อาหารที่มีอายุเก็บรักษานาน และอาหารที่มีคุณค่า ทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพมีแนวโน้มเติบโตสูง ผู้ประกอบการ OTOP ด้านอาหารและเครื่องดื่มเองก็ต้องปรับตัว ปรับวิธีคิด ปรับขั้นตอนและกระบวนการผลิต โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์มีอายุยาวนานขึ้น เพื่อตอบโจทย์ตลาดให้ทัน ขณะเดียวกันต้องเร่งยกระดับสินค้าอาหารให้ได้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ให้ตลาดเกิดการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาสินค้าอาหารด้วยการแปรรูปโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อยืดอายุผลิตภัณฑ์นับเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการมิอาจละเลยได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกันได้มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบการ OTOP ประเภทอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ และมีศักยภาพทางการผลิตในเชิงพาณิชย์ จำนวน ๕๐ ราย จาก ๒๔ จังหวัด ๕ ภูมิภาค แบ่งเป็นภาคเหนือ ๑๐ ราย จาก ๖ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ลำพูน ลำปาง และพะเยา ภาคใต้ ๑๐ ราย จาก ๕ จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ยะลา นราธิวาส พัทลุง และนครศรีธรรมราช ภาคกลาง ๕ ราย จาก ๕ จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และสระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๖ ราย จาก ๓ จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา มหาสารคาม และอุบลราชธานี และภาคตะวันออก ๙ ราย จาก ๕ จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง และชลบุรี เพื่อให้เข้าร่วมโครงการฯ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการยืดอายุผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ ด้วยการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม และประเมินองค์ความรู้ผ่านทางโทรศัพท์

“ขั้นตอนต่อจากนี้คือการผลักดันสินค้าต้นแบบสู่ตลาด เพื่อดำเนินการทดสอบตลาดแบบครบวงจรและสร้างการรับรู้ไปสู่เครือข่ายการผลิตอาหารไทย และผู้บริโภค เช่น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด ทั้ง ๗๖ จังหวัด ผู้ประกอบการอาหาร และ ผู้บริโภคทั่วไป จำนวน ๑๐ ผลิตภัณฑ์ ไม่น้อยกว่า ๒,๖๐๐ ชิ้น/จังหวัด และ กทม. ๗, ๔๐๐ ชิ้น รวม ๒๐๕,๐๐๐ ชิ้น ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับ สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภืประสานความร่วมมือ กระจายสินค้าส่งไปยังทั่วประเทศ คาดว่าจะรับมอบสินค้าจากสถาบันอาหารครบตามจำนวนภายในเดือนสิงหาคมนี้” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวอย่างมั่นใจ

สำหรับการต่อยอดการแปรรูปผักสมุนไพร ในขณะนี้กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการจัดทำโครงการ “ยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้” โดยได้คัดเลือกเมนูอาหารถิ่นรสไทยแท้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ และมีวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบจากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านในชุมชน จำนวน ๑๐ เมนูเป็นเมนูอาหารถิ่นรสไทยแท้พร้อมรับประทานภายใต้แบรนด์ “OTOP Thai Taste” ด้วยรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัย เก็บรักษาได้นานกว่า ๑ ปี ได้แก่ แกงฮังเลไก่ น้ำยา(น้ำเงี้ยว) มัสมั่นไก่ แกงไตปลา ต้มโคล้งปลาย่าง แกงป่าไก่ น้ำยาป่า แกงเห็ด แกงส้มมะละกอ และแกงกระวานไก่ ปรับปรุงสูตรและพัฒนากระบวนการผลิตด้วย ๒ เทคโนโลยียืดอายุผลิตภัณฑ์ ทั้งจากเครื่องฟรีซดราย (ทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง) และจากเครื่องรีทอร์ท(ฆ่าเชื้อภายใต้แรงดัน) พร้อมทยอยส่งทดสอบตลาดทั่วประเทศ คาดกระจายครบทุกจังหวัด ๒๐๕,๐๐๐ ชิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบและเกิดการจ้างงานภายในชุมชนที่ร่วมโครงการฯ คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า ๔.๒ ล้านบาท สามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้ ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่ากระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ได้ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน “น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ ๙๐ วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน และเพื่อสร้างรายได้ระยะสั้นทั้งในระดับครัวเรือนและระดับกลุ่มอาชีพ โดยมีครัวเรือนเป้าหมาย ๑๒.๙ ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ ๙๐ วัน ระหว่างวันที่ ๑ เมษายน – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓
สำหรับแผนปฏิบัติการ ๙๐ วัน“ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” กรมฯ ได้ประกาศเป็น Quick Win หรือวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เห็นผลลัพธ์ในเร็ววัน โดยมี ๖ กิจกรรมสำคัญ คือ ๑. จะพัฒนาใครเขา ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ๒. ผู้นำต้องทำก่อน ๓. ผนึกกำลัง ตั้งระบบ ทำให้ครบวงจร ๔. ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวแบบเข้าถึงทุกครัวเรือน ๕. สร้างเครือข่ายขยายผล ๖. การคัดเลือกบุคคลต้นแบบและเชิดชูเกียรติ ทั้งนี้มุ่งหมายให้บรรลุผลตามแผน คือ มีความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน และลดรายจ่ายในการดำรงชีวิตของประชาชน ตลอดจนสามารถสร้างรายได้ระยะสั้นทั้งในระดับครัวเรือน และระดับกลุ่มอาชีพ ซึ่งกรมฯมีครัวเรือนเป้าหมายที่จะดำเนินการรณรงค์ทั้งหมดจำนวน ๑๒.๙ ล้านครัวเรือนสำเร็จตามโครงการเฟสแรกในวันนี้

โดยสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้น คือ ประชาชนมีผักทานเองในบ้านโดยที่ไม่ต้องซื้อหาจากข้างนอก ประชาชนชอบรับประทานผักอะไรก็ปลูกอันนั้น คิดง่าย ๆ หากประชาชน จำนวน ๑๒ ล้านครัวเรือนประหยัดเงินจากการซื้อผักครัวเรือนละ ๕๐ บาท เท่ากับเราจะช่วยให้ประชาชนประหยัดเงินได้ ๖๐๐ ล้านบาท/วัน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท/เดือน และสามารถประหยัดได้กว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท/ปี เหลือจากรับประทานในครัวเรือน ก็แบ่งปันกันระหว่างเพื่อนบ้าน ระหว่างคนในชุมชน และความคาดหวังในอนาคต คือ เมื่อประชาชนได้ปลูกผักรับประทานเองได้ ต่อไปประชาชนจะได้รับประทานผักที่ปลอดภัย เพราะปลูกทานเอง เราจะระมัดระวังเรื่องของสารเคมีต่าง ๆ ที่จะใช้โอกาสที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมปลูกผักต่อ หรือต่อยอดในรูปแบบอื่น ได้แก่ ๑. พัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบ สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงาน หรือฝึกประสบการณ์ให้กับสถานศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆได้ ทั้งในและนอกประเทศ ๒. ธนาคารอาหารของชุมชน ตู้เย็นข้างบ้านมีผักกินตลอดกาล หรือกองทุนเมล็ดพันธุ์ชุมชน ๓. พัฒนาขยายผลเป็นโคก หนอง นา โมเดล สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างสิ่งแวดล้อมสมดุลอย่างยั่งยืน “สนับสนุนธุรกิจ Start Up ขายผักสด หรือผลิตภัณฑ์อาหารสมุนไพร” ๔. เชื่อมโยงประสานการสนับสนุนโดยคณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.) และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ซึ่งมีอยู่ ทุกจังหวัดให้เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงผักปลอดภัยจากผู้ผลิตสู่ตลาด ๔ ร ได้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม ร้านอาหาร ๕. ส่งเสริมการแปรรูปผักสมุนไพร นำไปสู่การลงทะเบียน หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ช่วยพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มช่องทางการตลาด
นอกจากนั้นแล้ว กรมการพัฒนาชุมชน ยังมีแผนการดำเนินงานต่อไป คือ สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักประจำครัวเรือน ซึ่งจะดำเนินการระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม – ๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ เพื่อเป้าหมาย ๕ ประการสำคัญคือ ๑. ความต่อเนื่องคือพลัง ส่งเสริมการปลูกพืชผักที่ปลูกอยู่แล้วให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ๒. ปลูกพืชผักเพิ่มเติมจากเดิม รวม ๑๐ ชนิด ๓. ทำเป็นบ้านสานเป็นกลุ่ม ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มปลูกพืชผักประจำครัวเรือน เช่น มะนาว กล้วย มะละกอ เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินให้มีมูลค่าเพิ่ม ๔. ชุมชนสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจิตวิญญาณรักสิ่งแวดล้อม และสร้างชุมชนสีเขียว ๕. จากวัฒนธรรม สู่นวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารและของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจากพืชผักอาหาร
ขอบคุณที่มา: บ้านเมืองออนไลน์
ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ


๔๓๐. ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ฯ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน มอบถุงยังชีพ ให้ชาวบ้านน้ำบ่อสะเป่ แม่ฮ่องสอน ตาม “โครงการเติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ มอบหมายให้ นางนันทิยา วงศ์วานิชย์ นายกสมาคมสตรีจังหวัดแม่ฮ่องสอน องค์กรสมาชิก สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพจำนวน ๑๕๐ ชุด ให้แก่พี่น้องประชาชนชาวบ้านน้ำบ่อสะเป่ หมู่ที่ ๕ ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-๑๙ ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วม ในการผ่อนคลายความเดือดร้อนดังกล่าว ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากโควิด-๑๙
นายกสมาคมสตรีจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้ร่วมกับอาสาร่วมพัฒนาแม่ฮ่องสอน ขานรับนโยบายอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เชิญชวนชาวบ้านน้ำบ่อสะเป่ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ลีซู ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมให้ทุกคนสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว และได้ให้ความร่วมมืออย่างดีมาก ซึ่งการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อกินในภาวะวิกฤติเช่นนี้ จึงช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ก็จะทำให้ทุกครัวเรือนมีพืชผักปลอดภัยไว้บริโภค แบ่งปันกันทั้งพืชผักที่ปลูก และเมล็ดพันธุ์ผักที่นำไว้ปลูกต่อ ซึ่งต่อไปก็อาจจะสามารถพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือเป็นของฝากได้
นอกจากนี้ “ขอเชิญชวนทุกท่านได้สวมใส่ผ้าไทย ผ้าชนเผ่า ทุกวันตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ และสวมใส่ผ้าไทย เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้เกิดค่านิยมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นถิ่นซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงประชาชนร่วมมือร่วมใจกันปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและลดค่าใช้จ่ายในท่ามกลางวิกฤตินี้ จากนั้นรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนพร้อมทั้งให้คำแนะนำและสร้างขวัญกำลังใจ โดยนำอาหาร ประกอบด้วย ถั่วพูซิ่งทอด ส้มตำ และขนมจีน มาเลี้ยงแจกจ่าย ให้กับผู้มาร่วมรับมอบถุงยังชีพ ประกอบด้วยเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้รับมอบถุงยังชีพ ได้รับประทานอาหาร สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับชาวชุมชนเป็นกำลังใจ ตาม “โครงการเติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ต่อไป

ขอบคุณภาพข่าว : สมาคมสตรีจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ อาสาร่วมพัฒนาแม่ฮ่องสอน
ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ

๔๒๙. สภาสตรีแห่งชาติฯ จับมือ กรมการพัฒนาชุมชน มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ชาวแพร่ ๖๐๐ ชุด “โครงการ เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๓ เวลา ๑๑. ๐๐ น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วย นางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ เดินทางไปมอบถุงยังชีพ จำนวน ๖๐๐ ชุด ในโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยได้รับเกียรติจากนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ นางอัมราพร มุ้งทอง ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดแพร่ หัวหน้าส่วนราชการและประชาชนเข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์ประชุมและแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกและกลุ่มประเทศ GMS ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่ากรมการพัฒนาชุมชนได้ร่วมมือกับสภาสตรีแห่งชาติฯ จัดทำโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมช่วยผ่อนคลายความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ โดยได้ร่วมกันจัดถุงยังชีพเพื่อนำไปมอบให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ รวมไม่น้อยกว่า 5,000 ถุง เพื่อเป็นการแบ่งบันความสุข บรรเทาความทุกข์ ขอเป็นกำลังใจให้แก่ทุกท่าน และกรมการพัฒนาชุมชนกับสภาสตรีแห่งชาติฯจะยังคงเดินหน้าแบ่งบันความสุข บรรเทาความทุกข์ ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงและประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“ผมขอชื่นชมพี่น้องจังหวัดแพร่ที่มารับถุงยังชีพวันนี้ว่า เป็นผู้ช่วยรักษาศิลป์ผ้าถิ่นไทย สวมใส่หม้อห้อมกันเกือบทั้งหมด ผมขอเชิญชวนทุกท่านสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ เห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้นำเสนอ “โครงการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำริให้นำภูมิปัญญาของราษฎรที่ได้ทอผ้าไว้ใช้กันอยู่มาพัฒนาเป็นอาชีพให้ก่อเกิดรายได้แก่ราษฎร รวมถึงเพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มสตรีในท้องถิ่น อีกทั้งเชิดชูอัตลักษณ์คุณค่าผ้าท้องถิ่น ให้เกิดกระแสความนิยมการแต่งกายผ้าไทยแก่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวต่างชาติอีกด้วย”อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ยังเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ในท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนรณรงค์ทั่วประเทศเพื่อปลูกผักสวนครัวให้ครบทุกครัวเรือนตามแผนปฏิบัติการ ๙๐ วัน ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓ ซึ่งมั่นใจว่าภายใน วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ สัปดาห์หน้านี้ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศจะร่วมปลูกผักสวนครัวครบ ๑๐๐ % อย่างแน่นอน

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” เป็นการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในชุมชน อันเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และทำให้เกิดการหมุนเวียนในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป ดังนั้นการร่วมสวมใส่ผ้าไทย นอกจากจะช่วยร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยแล้ว ยังสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ นำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตได้อย่างมั่นคงอีกด้วย

หลังจากพิธีมอบถุงยังชีพเสร็จสิ้นแล้ว อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าพื้นเมืองของจังหวัดแพร่ และผลิตภัณฑ์จากไม้สัก ที่ผู้ประกอบการ OTOP นำมาจัดแสดงในงาน นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ยังได้มอบทุนการศึกษาช่วยเหลือครัวเรือนยากจน แก่เด็กนักเรียน จำนวน ๑๕๐ ครัวเรือนด้วย

ขอบคุณที่มา:
ภาพ/ข่าว : กรมการพัฒนาชุมชน
ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ

๔๒๘. สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าลงพื้นที่ จังหวัดนครพนม มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ “โครงการเติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๑๕ น. ที่จังหวัดนครพนม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี รองประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพจำนวน ๓๐๐ ชุด ให้พี่น้องประชาชนชาว อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-๑๙ ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน โดยมี นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายอำเภอ ตลอดจนคณะหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ
โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากมีการมอบถุงยังชีพแล้วอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนยังได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิดและให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อเป็นแหล่งอาหารไว้รับประทานภายในครัวเรือน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาสู่แผนปฏิบัติการ ๙๐ วัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครพนมมีการปลูกพืชสวนครัวไปแล้วกว่าร้อยละ 96 ของครัวเรือนทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการแนะนำเกี่ยวกับการใช้ถุงยังชีพซึ่งเป็นถุงผ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพกพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อที่จะใช้ในการใส่สิ่งของที่จำเป็น เช่น การใส่สินค้าเวลาที่ไปจับจ่ายตลาดซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะแล้วยังเป็นการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย รวมถึงการแบ่งสิ่งของที่ได้รับในวันนี้ไปทำบุญตักบาตรเป็นการทำบุญร่วมกัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สภาวะของวิกฤตการณ์โควิด-๑๙ ที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ถือเป็นวิกฤติที่หลายหน่วยงานต้องเข้ามาช่วยเหลือให้ทันท่วงที กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้ร่วมมือกับสภาสตรีแห่งชาติฯ จัดทำโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วม ในการผ่อนคลายความเดือดร้อนดังกล่าว ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้เดือดร้อน ผู้ยากไร้ ที่ต้องได้รับการเยียวยาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ซึ่งขณะนี้ได้เดินทางไปมอบถุงยังชีพแล้วหลายจังหวัด อาทิ จ.นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ อุดรธานี หนองคาย สมุทรสาคร ร้อยเอ็ด ชัยนาท เป็นต้น และชุมชนในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ชุมชมเคหะห้วยขวาง ชุมชนเขตคลองสามวา ชุมชนวัดโสมมนัส เป็นต้น และในพื้นที่ต่าง ๆ

นอกจากนี้ “ขอเชิญชวนทุกท่านได้สวมใส่ผ้าไทยในทุกวันตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ และสวมใส่ผ้าไทย เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้เกิดค่านิยมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นถิ่นซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ดร.วันดี กล่าวว่า สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นองค์กรที่ดำเนินงานกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่ององค์กรสตรี โดยมีองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ มากกว่า ๒๑๒ องค์กร ซึ่งสภาสตรีแห่งชาติฯ เข้าใจและตระหนักถึงโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยจากวิกฤติดังกล่าว ได้ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องหยุดดำเนินการ ประชาชนต้องร่วมกันอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนขาดรายได้ สภาสตรีแห่งชาติฯ ได้ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนจัดทำโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน”ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (COVID – ๑๙) ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะและการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรายได้ของประชาชน สภาสตรีแห่งชาติฯพร้อมด้วยองค์กรสมาชิก ได้จัดถุงยังชีพประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง กระปิ น้ำมัน น้ำตาล และอื่นๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อนำไปมอบให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เป็นการแบ่งบันความสุข โครงการนี้วัตถุประสงค์เพื่อรวมพลังกลุ่มองค์กรสตรีทั่วประเทศ ร่วมใจกันแบ่งปันสิ่งของ รวมพลังน้ำใจสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการแจกจ่ายถุงยังชีพไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ถุงทั่วประเทศ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเติมกำลังใจให้กันในยามวิกฤติ จนกว่าสถานการณ์ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนจะคลี่คลาย
ในโอกาสสำคัญนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วยนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ ฯ เดินทางไปวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กราบนมัสการพระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครพนม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กราบสักการะพระธาตุพนม และห่มผ้าพระธาตุพนม
จากนั้น เวลา ๑๔.๐๐ น. เดินทางไปมอบถุงยังชีพ จำนวน ๒๐๐ ชุด ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ให้กับชาวชุมชนตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม จำนวน ๒๐๐ ชุด โดยมี นายทินกร ขันแก้ว นายอำเภอนาหว้า กล่าวต้อนรับ และ กล่าวขอบคุณ และเรียนเชิญอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวปราศรัยพบปะทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน ณ ศาลาการเปรียญฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม
เวลา ๑๔.๔๕ น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะเข้ากราบสักการะองค์พระธาตุประสิทธิ์ และชมภาพพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯ ทอดพระเนตรพระกฐินต้นฯ ชมจิตรกรรมฝาพนังพระอุโบสถ วัดธาตุประสิทธิ์ นมัสการเจ้าอาวาสวัดธาตุประสิทธิ์ และเจ้าคณะอำเภอนาวาส จากนั้น เยี่ยมชมผลงานนิทรรศการผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ๕ ชนเผ่า ของอำเภอนาหว้า และนิทรรศการ “ร้อยหลาก พรรณราย ผ้าไทยนครพนม” ๕ อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน อำเภอศรีสงคราม อำเภอบ้านแพง และอำเภอนาทม

เวลา ๑๕.๐๐ น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะ เยี่ยมชมผลงาน และพบปะกลุ่มทอผ้าไหม ณ อาคารศูนย์หัตถกรรม วัดธาตุประสิทธิ์ และเยี่ยมชมผลผลิตโครงการส่งเสริมอาชีพสตรีด้านการนวดแผนไทย อีกด้วย

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ

๔๒๗. สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน ผนึกกำลังสภาสตรีฯ ร่วมกับชาวชัยนาท ปลูกต้นไม้บน “เขาขยาย” ต่อยอดโครงการ “รวมพลังสตรีอาสาพัฒนา ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ” พร้อมมอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ โควิด-๑๙

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวชื่นชมพี่น้องประชาชนชาวชัยนาท ยอดเยี่ยมติด ๑ ใน ๙ จังหวัด ไม่มีผู้ติดเชื้อ โควิด-๑๙ ย้ำอย่าการ์ดตกเด็ดขาด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๗.๐๐ น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย และดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมพลังประชาชนปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ โดยมีประชาชนชาวชัยนาท ร่วมกิจกรรม จำนวนมาก ณ พื้นที่บริเวณเขาขยาย ต.เขาท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท
จากนั้น เวลา ๑๑.๐๐ น. วันเดียวกัน อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ และคณะ ได้เดินทางต่อไปยัง โรงเรียนวัดสิงห์ เพื่อมอบถุงยังชีพจำนวน ๓๐๐ ชุด ให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยมี นายนที มนตริวัต รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายวีระศักดิ์ ศรีโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นางบำเพ็ญ ศรีโสภา รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดชัยนาท นางเสริมศรี ศรีวงษ์ญาติดี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท นายวัฒนา เดียวสุรินทร์ พัฒนาการจังหวัดชัยนาท นายยุทธนา แรกขึ้น นายอำเภอวัดสิงห์ นายรชต ปานสมบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสิงห์ นางนภัสกรณ์ ธูปแก้ว ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี จ.ชัยนาท ผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ร่วมต้อนรับ ณ โรงเรียนวัดสิงห์ อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กิจกรรมปลูกป่าครั้งนี้เป็นการต่อยอดโครงการ “รวมพลังสตรีอาสาพัฒนา ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-30 มิ.ย.2563 เป็นการร่วมแสดงพลังสตรีอาสาพัฒนาทุกระดับในการขับเคลื่อนโครงการฯ ในพื้นที่ต่างๆ จำนวน 22 แห่งทั่วประเทศ และมีพื้นที่ เขาขยาย จ.ชัยนาท เป็นพื้นที่ต้นแบบ
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่ทรงสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การปลูกต้นไม้ในโครงการนี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น เพราะเป็นการต่อยอดฟื้นฟูและพลิกฟื้นผืนดินของเขาขยาย ให้กลับคืนสภาพเป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ มีพืชพันธุ์ไม้ทั้งประจำถิ่นและพันธุ์ไม้นานาชาติ ที่ระดมกำลังทั้งงบประมาณภาครัฐและเอกชนมาปลูกไว้ที่เขาขยาย และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยผมได้ริเริ่มโครงการมาตั้งแต่สมัยที่รับราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๗ และน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ประชาชนชาวชัยนาททุกคน รวมถึงภาครัฐ และภาคเอกชน ยังคงสืบสานต่อยอดเพื่อรักษาผืนป่านี้ไว้ให้แก่ลูกหลานและแผ่นดิน

สำหรับ การปลูกต้นไม้ในในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ จะมีจำนวน ๑,๐๔๒ ต้น ๑๐ สื่อความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ และ ๔๒ คือพระชนมายุของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะปลูกต้นไม้สีม่วง ๓ ชนิด คือ ต้นตะแบก ต้นอินทนิล และต้นเสลา ต้องปลูก ๓ ชนิดคือ ปลูกตามวันคล้ายวันพระราชสมภพวันที่ ๓ มิถุนายน ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนมีความผูกพันรักใคร่กับคน จังหวัดชัยนาทมายาวนาน ดีใจมีโอกาสมาปลูกต้นไม้เพิ่ม และมามอบถุงยังชีพให้กับตัวแทนของคนจังหวัดชัยนาทที่ได้รับคัดเลือกให้มารับสิ่งของจากผลกระทบของสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด –๑๙ จังหวัดชัยนาท ถือเป็น ๑ ใน ๙ จังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-๑๙ เลยถือว่าให้ความร่วมมืออย่างดีกับรัฐบาล แต่ทุกคนอย่าเพิ่งประมาทการ์ดอย่าตก ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยดูแลตัวเองใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง อย่าสร้างความเสี่ยงให้ตัวเองติดเชื้อโควิด อย่าทำให้จังหวัดชัยนาทเสียชื่อเสียงหลุดจาก ๑ ใน ๙ จังหวัดที่ไม่มียอดผู้ติดเชื้อ

นอกจากนั้นต้องรู้จักออกกำลังกาย โดยเฉพาะออกกำลังด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับครอบครัวและสังคม โดยแต่ละบ้านควรปลูกผักสวนครัวอย่างน้อย ๑๐ ชนิดประจำบ้าน เช่น กล้วย กะเพรา ตะไคร้ เป็นต้น

อธิบดี พช. ยังเชิญชวนให้คนชัยนาทสวมใส่ผ้าไทยเพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทยให้คงอยู่ตลอดไป และทำให้คนชุมชนต่างๆ ที่ผลิตผ้าไทยได้มีรายได้ โดยเฉพาะ จ.ชัยนาทมีผ้าไทยเนินขามที่ใช้ใบมะขามใส่ในลายผ้า จนกลายเป็นผ้าประจำถิ่นที่มีชื่อเสียงเพิ่มมาอีก ๑ ชนิด ทำให้ผ้าเนินขามมีราคมสูงขึ้นและทำให้ จ.ชัยนาทมีผ้าไทยที่คนรู้จัก

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีฯ กล่าวว่า สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เข้าใจและตระหนักถึงโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยวิกฤติดังกล่าว ได้ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องหยุดดำเนินการ ประชาชนต้องร่วมกันอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนขาดรายได้ สภาสตรีฯ ได้ดำเนินโครงการหลายโครงการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ หนึ่งในนั้นคือการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน แจกจ่ายถุงยังชีพ ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ชุด ทั่วประเทศ ซึ่งได้เดินทางไปมอบแล้วหลายจังหวัด อาทิ จ.นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ อุดรธานี หนองคาย สมุทรสาคร ร้อยเอ็ด และในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเติมกำลังใจให้กันในยามวิกฤติ จนกว่าสถานการณ์ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนจะคลี่คลาย

ขอบคุณภาพข่าว: กรมการพัฒนาชุมชน
ขอบคุณภาพข่าว: สื่อมวลชน
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ

๔๒๖. สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน เยือนร้อยเอ็ดเดินหน้ามอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ “โครงการเติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพจำนวน ๕๐๐ ชุด ให้แก่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-๑๙ ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ที่หอประชุม ๖๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และ นางนงรัตน์ คงเกษม ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดร้อยเอ็ด นางรัชนี พลซื่อ หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาสตรีจังหวัดร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับ และรายงานสภาพความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาของผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สภาวะของวิกฤตการณ์โควิด-๑๙ ที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ถือเป็นวิกฤติที่ยากเกินกว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จและทันท่วงที กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้ร่วมมือกับสภาสตรีแห่งชาติฯ จัดทำโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วม ในการผ่อนคลายความเดือดร้อนดังกล่าว ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้เดือดร้อน ผู้ยากไร้ ที่ต้องได้รับการเยียวยาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ซึ่งขณะนี้ได้เดินทางไปมอบถุงยังชีพแล้วหลายจังหวัด อาทิ จ.นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ อุดรธานี หนองคาย สมุทรสาคร และในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังขอขอบคุณประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ร่วมมือร่วมใจกันปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและลดค่าใช้จ่ายในท่ามกลางวิกฤตินี้ โดยกรมการพัฒนาชุมชนกำหนดปฏิบัติการ ๙๐ วัน นับจากวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓ ถึง ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ร่วมกับพี่น้องทุกครัวเรือนทั้งประเทศ ปลูกผักสวนครัวให้ครบทุกครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ขณะนี้คืบหน้ากว่า ๙๓ % แล้ว ซึ่งมั่นใจว่าในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ นี้ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศจะร่วมปลูกผักสวนครัวครบ ๑๐๐ % อย่างแน่นอน
“จากที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด รณรงค์ส่งเสริมให้ทุกคนสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว จังหวัดร้อยเอ็ดได้ให้ความร่วมมืออย่างดี ซึ่งการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้ไม่ต้องไปจ่ายเงินซื้อกินในภาวะวิกฤติเช่นนี้ จึงช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ก็จะทำให้ทุกครัวเรือนมีพืชผักปลอดภัยไว้บริโภค แบ่งปันกันทั้งพืชผักที่ปลูก และเมล็ดพันธุ์ผักที่นำไว้ปลูกต่อ ซึ่งต่อไปก็อาจจะสามารถพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือเป็นของฝากได้

นอกจากนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านได้สวมใส่ผ้าไทยในทุกวันตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ และสวมใส่ผ้าไทย เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้เกิดค่านิยมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นถิ่นซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทย เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง” นายสุทธิพงษ์กล่าว
ดร.วันดี กล่าวว่า สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นองค์กรที่ดำเนินงานกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่ององค์กรสตรี โดยมีองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ มากกว่า ๒๑๒ องค์กร ซึ่งสภาสตรีฯ เข้าใจและตระหนักถึงโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยจากวิกฤติดังกล่าว ได้ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องหยุดดำเนินการ ประชาชนต้องร่วมกันอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนขาดรายได้ สภาสตรีฯ ได้ดำเนินโครงการหลายโครงการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ หนึ่งในนั้นคือการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน แจกจ่ายถุงยังชีพ ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ถุงทั่วประเทศ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเติมกำลังใจให้กันในยามวิกฤติ จนกว่าสถานการณ์ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนจะคลี่คลาย
ด้านนายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติฯ ที่ได้ร่วมกันจัดทำ โครงการเติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดพบผู้ป่วยโรคโควิด-๑๙ จำนวน ๓ ราย และรักษาหายกลับบ้านแล้วทั้ง ๓ ราย ทว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ส่งผลกระทบให้ประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ดบางส่วน ได้รับความเดือดร้อนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ในการดำรงชีพมากพอสมควร การได้รับมอบถุงยังชีพตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ในครั้งนี้ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ อย่างแน่นอน
หลังจากพิธีมอบถุงยังชีพเสร็จสิ้นแล้ว อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ชาวบ้านและผู้ประกอบการ OTOP นำมาจัดแสดงในงาน

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ

๔๒๕. สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร มอบถุงยังชีพ “โครงการเติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายพระราชกุศลองค์ราชินี

วันนี้ (วันพุธที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น.นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วยนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เดินทางไปมอบถุงยังชีพ จำนวน ๓๐๐ ชุด ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ ให้แก่ราษฎรในชุมชนเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยมี นายวีระศักด์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นางชุติพร วิจิตร์แสงศรี ประธานสภาสตรีจังหวัดสมุทรสาคร/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรสาคร นำ องค์กรสมาชิกสภาสตรีแห่งชาติ ให้การต้อนรับ และ ร.ต. ประพันธ์ ถึกสกุล นายอำเภอบ้านแพ้ว กล่าวรายงานสภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID –๑๙) และเรียนเชิญอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวถึงโครงการ “เติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน และพบปะทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน ณ หอประชุมบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
นายสุทธิพงศ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ได้ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติฯ จัดทำ โครงการเติมความสุข แบ่งเบาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมอบถุงยังชีพแก่พี่น้องที่ประสบภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วม ในการผ่อนคลายความเดือดร้อนดังกล่าว ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้เดือดร้อน ผู้ยากไร้ ที่ต้องได้รับการเยียวยาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ซึ่งขณะนี้ได้เดินทางไปมอบถุงยังชีพแล้วหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดนครปฐม พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ และเขตชุมชนในกรุงเทพฯ อาทิ ชุมชนวัดโสมมนัส ชุมชนเคหะห้วยขวาง ชุมชนชาวคลองสามวา เป็นต้น และในพื้นที่ต่างๆ
นอกจากนี้อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ขอเชิญชวนพี่น้องทุกครัวเรือนทั้งประเทศ ร่วมใจกันปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและลดค่าใช้จ่ายในท่ามกลางวิกฤตินี้ และเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารและลดค่าใช้จ่าย ในภาวะวิกฤติโรคโควิด –๑๙ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน กำหนดปฏิบัติการ ๙๐ วัน นับจากวันที่ ๑ เมษายน ถึง ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยมีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี
ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนและองค์กรสมาชิก จัดโครงการเติมความสุขแบ่งเบาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันที่ ๓ มิถุนายน ที่ผ่านมาด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยจัดถุงยังชีพ ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ จากเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะ และการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรายได้ของประชาชน สภาสตรีแห่งชาติฯ ขอร่วมเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกคนร่วมกันเดินทางก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
จากนั้น เวลา ๑๐.๓๐ น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วยนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ร่วม เดินทางจากหอประชุมบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว ถึงวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร เข้ากราบนมัสการ พระเดชพระคุณพระมงคลพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว ร่วมกิจกรรมขยายผลปลูกผักสวนครัว จากวัดสู่ชุมชน ตามหลัก “บวร” สนับสนุนแผนปฎิบัติการ Quick Win ๙๐ วัน “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อเป็นการช่วยลดรายจ่าย ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และสามารถนำไปเป็นแหล่งอาหารของพระภิกษุสงฆ์ และนักเรียน ณ แปลงสาธิต โรงเรียนวัดหลักสี่พิพัฒน์ราษฎร์อุปถัมภ์ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร


ขอบคุณ: ภาพ กองประชาสัมพันธ์ กรมการพัฒนาชุมชน
ภาพข่าว:ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ

๔๒๔. ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯนำคณะกรรมการ ทูลเกล้าถวายแจกันดอกไม้และ ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันนี้ (วันอังคารที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓) เวลา ๐๙.๓๐ น. ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำ คณะกรรมการประกอบด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นางอรุณศรี จงเจียมจิตต์ กรรมการอำนวยการ นางเยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี กรรมการอำนวยการ และนางรัศรินทร์ ลัคใหม่กุลวัฒน์ กรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ ทูลเกล้าถวายแจกันดอกไม้ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และลงนามถวายพระพร ขอให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง และทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์


ภาพ: สภาสตรีแห่งชาติฯ และขอบคุณภาพจากกองประชาสัมพันธ์ กรมการพัฒนาชุมชน
ข่าว:ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ฯ

๔๒๓. สภาสตรีแห่งชาติฯ กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย มอบถุงยังชีพ “โครงการเติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ถวายพระราชกุศลองค์ราชินี

เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๕๐ น.นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วยนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ และ รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นางสุกัญญา ประจวบเหมาะ และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี นำคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เดินทางไปมอบถุงยังชีพ จำนวน ๕๐๐ ชุด ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ ให้แก่ราษฎรในชุมชนเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวให้การต้อนรับ พร้อมด้วยองค์กรสมาชิกสภาสตรีแห่งชาติฯ ประกอบด้วย นางดาวศิริ อยู่ประเสริฐ นายกก่อตั้งสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติจังหวัดอุดรธานี และสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย อุดรธานี นางกอบแก้ว คงน้อย นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงจังหวัดอุดรธานี รศ.ดร.กฤตติกา แสนโภชน์ นายกสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติจังหวัดอุดรธานี แพทย์หญิงเฉลิมวรรณ ศศิประภา นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย อุดรธานี ให้การต้อนรับ และ ดร.อิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี กล่าวขอบคุณ และเรียนเชิญอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวปราศรัยพบปะทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน ณ ลานกีฬาโรงเรียนมัธยมเทศบาล ๖ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

นายสุทธิพงศ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ได้ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติฯ จัดทำ โครงการเติมความสุข แบ่งเบาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมอบถุงยังชีพแก่พี่น้องที่ประสบภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ และในโอกาสนี้ ยังเชิญชวนทุกครัวเรือนร่วมใจกันปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารและลดค่าใช้จ่าย ในภาวะวิกฤติโรคโควิด –๑๙ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน กำหนดปฏิบัติการ ๙๐ วัน นับจากวันที่ ๑ เมษายน ถึง ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยมีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี
ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนและองค์กรสมาชิก จัดโครงการเติมความสุขแบ่งเบาความทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันที่ ๓ มิถุนายน ที่ผ่านมาด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยจัดถุงยังชีพ ไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ชุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ จากเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะ และการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรายได้ของประชาชน สภาสตรีฯ ขอร่วมเป็นกำลังใจให้พี่น้องร่วมกันเดินทางก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

จากนั้น เวลา ๑๔.๐๐ น. ในวันเดียวกัน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วยนางรชตภร โตดิลกเวชช์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สภาสตรีแห่งชาติฯ รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ จำนวน ๒ ท่าน ประกอบด้วย นางสุกัญญา ประจวบเหมาะ และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี นำคณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เดินทางไปมอบถุงยังชีพ จำนวน ๒๐๐ ชุด ตามโครงการ “เติมความสุข บรรเทาทุกข์ ด้วยการแบ่งปัน” ให้กับชาวชุมชนตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย โดยมีนายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวต้อนรับ และนายยุทธนา ศรีตะบุตร กล่าวขอบคุณ และเรียนเชิญอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวปราศรัยพบปะทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน ณ โรงเรียนกีฬาจังหวัดหนองคาย ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการบริหารสภาสตรีแห่งชาติฯ