ธรรมนูญ
สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์
(พ.ศ. ๒๔๙๙)
คำปรารภ
            โดยที่มวลสมาคมสตรีและองค์กรสตรีในประเทศไทยมีความเห็นพ้องกันว่า สมควรจะมีสถาบันอันมิใช่องค์กรรัฐบาล และไม่เป็นฝ่ายของพรรคการเมืองใดก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางที่รวมความคิดเห็นและปฏิบัติงานในอันที่จะสร้างเสริมและผดุงไว้ซึ่งสวัสดิภาพ และความเป็นอยู่อันดีของมนุษย์ชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีไทยโดยไม่จำกัดฐานะและศาสนา             จึงให้ก่อตั้ง “สภาสตรีแห่งชาติฯ” ขึ้นตามธรรมนูญนี้ใช้ชื่อย่อว่า “ส.ส.ช.” และ ชื่อภาษาอังกฤษว่า “National Council of Women of Thailand” ใช้ชื่อย่อว่า “NCWT”             ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2504 จึงใช้ชื่อว่า “สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์” ใช้ชื่อย่อว่า “ส.ส.ช.” และชื่อภาษาอังกฤษว่า “The National Council of Women of Thailand under The Royal Patronage of Her Majesty The Queen” ใช้ชื่อย่อว่า “NCWT”             เครื่องหมายของสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์เป็นรูปมงกุฎกษัตรีพระนามาภิไธยย่อ “สก” ใต้มงกุฎภายในวงกลมมีข้อความว่า “สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์”
หมายเหตุ เพื่อปฏิบัติตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 มาตรา 80 บัญญัติให้ใช้ “สมาคม” ประกอบกับชื่อของสมาคม สภาสตรีแห่งชาติฯจึง ได้จดทะเบียนใหม่ใช้ชื่อว่า “สภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมถ์” ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2537
วัตถุประสงค์
  • ๑. เป็นศูนย์กลางประสานงานส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรสตรีทั่วประเทศ
  • ๒. เชิดชู ส่งเสริม สนับสนุน และธำรงวันสตรีไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมให้สืบทอดตลอดไป
  • ๓. ศึกษาหาความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างองค์กรทั้งสตรีทั้งในและระหว่างประเทศในอันที่จะสร้างความมั่นคงด้านสวัสดิการความเป็นอยู่ และความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันของมนุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งของสตรี
  • ๔. หาแนวทางและปฏิบัติงานที่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ สถานภาพ และสมรรถภาพของสตรีไทย ตลอดจนแสวงหาทางที่จะขจัดหรือแก้ปัญหาอันเป็นอุป สรรคต่อการพัฒนาสตรีหรือองค์กรสตรีนั้นๆ
  • ๕. ร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ในการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อสตรีและสังคม

“การปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ สภาสตรีแห่งชาติฯ จะไม่ก้าวล่วงเข้าไปในการดำเนินงานขององค์กรสตรีที่เป็นสมาชิก”