ผู้ก่อตั้งสภาสตรี ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เกิดวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๔๖ ในอดีตเป็นครูโรงเรียนจังหวัดพิษณุโลก สมรสกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม
อดีตนายกรัฐมนตรี ริเริ่มก่อตั้งสภาสตรีแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ขณะดำรงตำแหน่งประธานสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ
แรกก่อตั้งสังคมสตรีไทยก่อนและหลังพุทธศักราช ๒๕๐๐

ช่วงพุทธศักราช ๒๔๙๙ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้กระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวและออกมาช่วยงานสังคม โดยก่อตั้งกลุ่มทหารหญิงและสโมสร วัฒนธรรมหญิง ทำกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ทั้งนี้ กระทรวงต่างประเทศและสำนักวัฒนธรรมหญิงได้ตระหนักถึงความสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองสตรี จึงได้จัดการเฉลิมฉลองสิทธิทางการเมืองของสตรีขึ้น

        ต่อมา ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม มีโอกาสพบกับมิสซีสโรส พาร์สัน ซึ่งเป็นกรรมการสภาสตรีสหรัฐอเมริกา โดยการแนะนำของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร (ชายาของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรม บุรฉัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ) เมื่อทราบเรื่องราวและรูปแบบของสภาสตรีต่างประเทศ (The Internation Council of Women - ICW - ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๘) จึงจัดมีการประชุมองค์กรสตรีพิจารณาร่างวัตถุประสงค์ และข้อบังคับสภาสตรีแห่งชาติฯ โดยอิงรูปแบบของสภาสตรี ต่างประเทศและมอบหมายให้ผู้แทนของ ๕ สมาคมเข้าร่วมประชุม ได้แก่ สโมสรวัฒนธรรมหญิง เบญจมราชาลัยสมาคม สมาคมบัณฑิ ตสตรีทางกฎหมาย สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงศรีสะเกษ และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในที่สุด สภาสตรีแห่งชาติได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๙

องค์กรสตรีไทยก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐

เมืองไทยยุคก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ สตรีไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็น ช้างเท้าหลัง แต่สตรีจำนวนไม่น้อยได้ก้าวออกมาทำงานเพื่อพัฒนาสังคมในกิจกรรมที่ตนถนัดและโอกาส อำนวย บุคคลที่เป็น ภาพสะท้อน ของยุคสมัยได้แก่ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยานายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๗ และ พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๑๕๐๐)

        ในฐานะภริยาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้เริ่มกระตุ้นให้สตรีไทยตื่นตัว เลิกเก็บตัวทำงานอยู่แต่ในบ้านออกมาช่วยสังคมงานสังคมและ ร่วมทำงานกันในกลุ่มท่านได้ทำงานให้เห็นเป็นแบบอย่าง ซึ่งเป็นผลให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรม บทบาท ศรัทธา และความก้าวหน้าของสตรีไทย

        พ.ศ. ๒๔๘๕ มีการก่อตั้ง กลุ่มทหารหญิง เริ่มจากนักเรียนนายร้อยหญิงโดยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้เสนอขอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นประธาน และท่านผู้หญิงเป็นกรรมการด้วยผู้หนึ่ง จากนั้นได้ผลักดันให้รัฐบาลไทยแต่งตั้งองค์กรของรัฐเพื่อเป็นเจ้าของเรื่องงาน พัฒนาสตรี ได้แก่ คณะกรรมการวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ก่อนที่สหประชาชาติจะกำหนดให้มี ทศวรรษสตรี ถึงเกือบสามทศวรรษ ทั้งนี้ ท่านผู้หญิงละเอียดได้รับเลือกเป็น ประธานคณะกรรมการ

        พ.ศ. ๒๔๘๖ ก่อตั้งสโมสรวัฒนธรรมหญิง เริ่มจากภริยาข้าหลวง ภริยาผู้พิพากษา ภริยานายทหาร ตำรวจ ตลอดจนครู อาจารย์สตรี ฯลฯ ชวนกันออกมาร่วมทำงาน ในรูปแบบขององค์กรสตรี

  •         พ.ศ. ๒๔๘๗ ก่อตั้งการศึกษาสังคมสงเคราะห์ของประเทศไทย
  •         หลัง พ.ศ. ๒๔๘๘ เกิด สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักร
  •         ก่อตั้งสถานศึกษาสังคมสงเคราะห์ เป็นสถาบันภายใต้การบริหารของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงดำเนินงานอยู่ ๕ ปีจึงยุติลง เนื่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ผลิตนักสังคมสงเคราะห์ขึ้นแล้ว
  •         พ.ศ. ๒๔๙๕ มีการขอเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ปรับปรุงกฎหมายเพื่อยกฐานะของสตรี ในหลักการที่จะให้สตรีได้รับสิทธิ เสมอภาคในการรับราชการในกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ เท่าเทียมบุรุษ และเสนอขอแก้กฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางครอบครัว เรื่องปัญหาการสมรส เรื่องสินสอดเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีและภริยา ฯลฯ เพื่อประโยชน์ของสตรี ข้อเสนอดังกล่าวสภาสตรีแห่งชาติฯ และสมาคมสตรีได้ช่วยกันสานต่อ เช่น สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปัมภ์ เป็นต้น
  •         พ.ศ. ๒๔๙๖ มีการจัด งานวันแม่ในเดือนเมษายนช่วงสงกรานต์ ด้วยหลักคิดว่าชาวไทยนั้นต้องกลับบ้านไปไหว้พ่อแม่เป็นประจำอยู่แล้ว
  •         พ.ศ. ๒๔๙๖ เกิด สมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย ท่านผู้หญิงละเอียด ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมฯ ๒ สมัยติดต่อกัน จากนั้นได้รับเชิญเป็นนายกกิตติมศักดิ์
  •         พ.ศ. ๒๔๙๘ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี มีผลใช้บังคับกระทรวงต่างประเทศและสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงร่วมกันจัดงานที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อ เฉลิมฉลองสิทธิทางการเมืองของสตรี
  •         พ.ศ. ๒๔๙๙ ก่อตั้ง สภาสตรีแห่งชาติ โดยหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ได้รับเลือกเป็นประธานสภาสตรีฯ คนแรก
การก่อตั้งสภาสตรีแห่งชาติ

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยานายกรัฐมนตรี และประธานสำนักวัฒนธรรมในขณะนั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณายกร่างธรรมนูญ สภาสตรีแห่งชาติฯ ประกอบด้วย ม.ร.ว. เสริมศรี เกษมศรี นางสาวนิลวรรณ ปิ่นทอง นางสุภาพ วีรวรรณ วิเศษสุรการ และ นางนันทนา สุประภาตะนันท์ (คำนำหน้านามของทุกคนในขณะนั้น) ในการยกร่างท่านผู้หญิงได้เข้าร่วมการประชุมด้วยเป็นครั้งคราว

        เมื่อยกร่างแล้วเสร็จ ท่านได้เชิญสมาคมสตรีต่างๆ ทั่วประเทศมาร่วมพิจารณาในหนังสือที่ ๒๐๓/๒๔๙๙ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งนางสุภาพ วีรวรรณ วิเศษสุรการ กรรมการและเลขานุการ สาขาสหธรรม สำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง รับบัญชาจากประธานสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงให้มีไปถึงสมาคมสตรีต่างๆ ข้อความตอนหนึ่งที่เสดงถึง ความจริงใจของท่านผู้หญิงในอันที่จะส่งเสริมเชิดชูฐานะของสตรีมีว่า

“การริเริ่มที่จะให้มีการจัดตั้งสภาสตรีแห่งชาตินี้ขึ้น เนื่องมาจากท่านประธานสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ได้มาพิจารณาเห็นว่าปัจจุบันที่สตรีไทยได้ร่วมมือร่วมใจกันก่อตั้งองค์การ สตรีและสมาคมสตรีประเภทต่างๆขึ้นเป็นจำนวนมาก แม้องค์การสตรีเหล่านี้ต่างจะมีวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของตนเองก็ตาม แต่ก็ล้วนยึดมั่นในหลักใหญ่ คือมุ่งความ เจริญส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ท่านประธานสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง จึงเห็นว่าน่าจะได้มีการจัดตั้งสภาสตรีแห่งชาติ (National Council of Women) ขึ้น เพื่อเป็นสถาบันอันเป็นตัวแทน และเป็นที่รวมความคิดเห็นของสตรีไทยทั้งชาติในอันที่จะดำเนินงานเพื่อสวัสดิภาพของสตรีไทย และดำเนินการติดต่อกับนานาชาติในนามของสตรีไทย สภาสตรีแห่งชาตินี้จะเป็น สถาบันอันมิใช่องค์การรัฐบาล และไม่เป็นฝ่ายของพรรคการเมืองใดเลย และจะมีองค์กรสตรีต่างๆเป็นสมาชิกสามัญ”

การประชุมพิจารณาก่อตั้งสภาสตรีแห่งชาติ

นายกสโมสรวัฒนธรรมหญิง ในนามประธานกรรมการสาขาสหธรรม สำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้เชิญผู้แทนสมาคมและองค์การสตรีต่างๆ ทั่ว พระราชอาณาจักร มาร่วมการประชุมปรึกษาหารือเรื่องการก่อตั้งสภาสตรีแห่งชาติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ ศาลาสันติธรรมในการนี้ สมาคมและ องค์การสตรีต่างๆได้ส่งผู้แทนสตรีมาร่วมประชุมรวม ๔๕ สมาคม ซึ่งรวมทั้งสโมสรวัฒนธรรมหญิงด้วย เป็นจำนวนผู้แทนทั้งสิ้น ๗๓ คน และผู้สังเกตการณ์ ๒๕ คน การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ น. ประธานกรรมการสาขาสหธรรมผู้ทำหน้าที่ประธาน กล่าวเปิดประชุมและแจ้งเหตุผลในการเชิญประชุมว่า เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องคิด จัดตั้งสภาสตรีแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นที่รวมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นที่ประสานงานขององค์กรสตรี ทั้งเพื่อดำเนินงานในด้าน เชิดชูสถานภาพของสตรีไทย กับจะเป็นตัวแทนของสตรีไทยทั้งประเทศที่จะติดต่อกับนานาชาติ สถาบันนี้มิใช่องค์การรัฐบาล และจะมิใช่เป็นฝ่ายของพรรคการเมืองใดเลย

        ในการประชุมของสมาคมสตรีต่างๆ ประธานสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงเป็นประธานในที่ประชุมและที่ประชุมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ก่อตั้ง สภาสตรีแห่งชาติ ขึ้นตามแนวทางที่ท่านผู้หญิงเสนอ ส่วนร่างธรรมนูญของสภาสตรีแห่งชาติก็มีการนำเสนอต่อที่ประชุม และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิจารณาโดยถี่ถ้วน จนที่สุดได้รับ คามเห็นชอบจากที่ประชุม ในเวลาต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ในฐานะนายกสโมสรวัฒนธรรมหญิงได้รับเลือกให้เป็นประธานชั่วคราวของสภาสตรีแห่งชาติ ในระหว่างดำเนินการขออนุญาตต่อทางราชการ เพื่อก่อตั้งเป็นการถาวร และต่อมาหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ ๑ และสมัยที่ ๒

สถานที่ทำการสภาสตรีแห่งชาติฯ

เมื่อแรกจดทะเบียนก่อตั้ง สภาสตรีแห่งชาติฯ ใน พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้ใช้ศาลาสันติธรรม ถนนราชดำเนินนอกเป็นสำนักงาน ต่อมาได้ใช้สถานที่สโมสรวัฒนธรรมหญิง ถนนพิษณุโลก เป็นที่ประชุม และเป็นสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการอำนวยการชั่วคราว นอกจากนั้นยังได้ใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเตรียมเอกสารที่ศูนย์กลางอุณากรรณ (๖๔ อุณากรรณ) ตลอดจนได้ใช้บ้านรับรองที่ศูนย์กลางอุณากรรณจัดให้ ณ เลขที่ ๒๔๙/๓ ถนนพญาไท (ใกล้ซอยพญานาค) กรุงเทพฯ เป็นสำนักงานกลางชั่วคราว (โดยการสนับสนุนของคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง)

        จนปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ จึงได้เปลี่ยนสถานที่ทำการไปอยู่ ณ เลขที่ ๒๓๓ ถนนราชวิถี (ปากซอยสุโขทัย ๑) กรุงเทพฯ เริ่มมีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขั้นแรกได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิเอเชีย ผ่านทางศูนย์อุณากรรณจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๖ เมื่อท่านผู้หญิงอุศนา ปราโมช รับเป็นประทานจัดหาทุน ได้จัด งานเคหะศิลป์ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี สภาสตรีแห่งชาติฯ จึงได้มีทุนดำเนินงานของตนเอง นอกจากค่าบำรุงจากหน่วยสมาชิกสามัญแล้ว ยังได้รับเงินช่วยเหลือบางส่วนในด้านโครงการเฉพาะกิจจากมูลนิธิเอเชียอีกด้วย สมเด้จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสภาสตรีแห่งชาติไว้ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ทำให้สภาสตรีแห่งชาติฯ ได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เช่าบ้านพระกรุณานิวาสน์ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐ เป็นที่ตั้งสำนักงาน สภาสตรีแห่งชาติฯ ในสมัยคุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ เป็นประธาน (สมัยที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๐) ได้ย้ายที่ทำการสภาสตรีแห่งชาติฯมายังบ้านมนังคศิลา เนื่องจากได้รับอนุมัติเป็นการถาวร เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๑๘ จาก ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทั้งนี้เป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของคุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ นับตั้งแต่เสนอแนะการขอใช้สถานที่ การดำเนินงานตลอดจนเร่งรัดผลักดันผู้เกี่ยวข้องฝ่ายรัฐบาลจนได้รับการอนุมัติดังกล่าว

บ้านพระกรุณานิวาสน์

บ้านพระกรุณานิวาสน์ เดิมเคยเป็นตำหนักสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพื่อพระราชทานแก่พระวรกัญญาปทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี (ม.จ.หญิงวรรณวิมล วรวรรณ) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ (พระยศขณะนั้น) หลังจากเสด็จทิวงคตแล้ว ตำหนักหรือบ้านหลังนี้ก็ตกอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

        สภาสตรีแห่งชาติ ได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เช่าบ้าน พระกรุณานิวาสน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ และใช้เป็นสำนักงานจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ในสมัยคุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ เป็นประธานสภาสตรีฯ สำนักงานเลขาธิการสภาสตรีแห่งชาติ ได้ย้ายมาอยู่บ้านมนังคศิลา นอกจากนี้ในโอกาสที่สภาสตรีแห่งชาติฯ อายุครบ ๑๐ ปี ได้มีการสร้างศาลาทศวรรษ ขึ้นในบริเวณบ้านพระกรุณานิวาสน์เพื่อเป็นอนุสรณ์ และได้ใช้เป็นห้องสมุดร่วมกับสมาคมภาษาและหนังสือ แห่งประเทศไทย

บ้านพระกรุณานิวาสน์ เดิมเป็นอาคารเก่าร่วมร้อยปี ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา มีการซ่อมมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ใช้ได้เพียงชั่วคราว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ขอให้ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี ทางคณะกรรมการฯ จึงมีมติให้รื้ออาคารหลังเก่า และสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้น เพื่อให้เป็นที่ทำการขององค์กรสมาชิกที่ยังไม่มีสำนักงานเป็นของตนเอง รวมทั้งเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมและประโยชน์อื่นๆ ในการหารายได้เพื่องานของสภาสตรีแห่งชาติ เช่น หอพักสตรี ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมของสมาชิก สนามกีฬา เป็นต้น โดยมีคุณหญิงอรวรรณ ฟูตระกูล รองประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ในขณะนั้นเป็นประธานรับผิดชอบในการก่อสร้าง เมื่อคุณหญิงอรวรรณ ฟูตระกูล ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๒๖ ได้ดำเนินการหาทุนต่อจากอดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ คุณหญิงจันทนี สันตะบุตรสร้างอาคารพระกรุณานิวาสน์ใหม่ เป็นอาคาร ๔ ชั้น

  • ชั้นล่าง เป็นห้องประชุมสำหรับชุมนุมองค์กรสมาชิกใช้เป็นที่บรรยายและอบรมทางวิชาการ
  • ชั้นสอง เป็นสำนักงานขององค์กรสมาชิกที่ยังไม่มีสำนักงาน จำนวน ๕ สมาคม
  • ชั้นสาม เป็นหอพักสำหรับสมาชิกจากองค์กรสมาชิกสภาสตรีแห่งชาติ
  • ชั้นสี่ เป็นหอพักสำหรับนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ได้จัดให้มีสนามเทนนิส ๒ สนาม และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะให้องค์กรสมาชิกของสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกันใช้ อาคารพระกรุณานิวาสน์ ได้ก่อสร้างสำเร็จลงโดยสิ้นค่าก่อสร้างประมาณหกล้านบาท เงินจำนวนนี้ได้มาจากการร่วมแรงร่วมใจรณรงค์หาทุนและได้รับบริจาคจากบุคคลและสมาคมต่างๆ รวมทั้งสมาคมที่เป็น ๕ องค์กรที่บริจาคเงินรายละ ๒ แสนบาท เพื่อใช้อาคารแห่งนี้เป็นสำนักงานถาวร ได้แก่

  • ๑. สมาคมเลขานุการสตรีแห่งประเทศไทย
  • ๒. สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย
  • ๓. สมาคมสตรีอาสาสมัครรักษาดินแดน
  • ๔. สมาคมสตรีชาวนาไทย
  • ๕. สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย

สมาชิกและสมาคมที่ได้บริจาคเงินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ได้รับการจารึกชื่อไว้บนแผ่นป้าย ณ อาคารแห่งนี้ด้วย นอกจากจะมีหอพัก ห้องประชุม สนามเทนนิสแล้ว สภาสตรีแห่งชาติ ยังได้เปิดศูนย์ร้านค้าของโครงการส่งเสริมอาชีพขึ้น ที่บ้านพระกรุณานิวาสน์อีกด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  • ๑. เพื่อเป็นการเผยแพร่งานศิลปหัตถกรรมของไทย
  • ๒. เพื่อเผยแพร่สินค้าเป็นผลิตภัณฑ์ได้จากการไปส่งเสริมอาชีพไว้จากภาคต่างๆ
  • ๓. เพื่อจำหน่ายผลิตผลที่สมาชิกขององค์กรต่างๆ ผลิตขึ้นเพื่อหารายได้เสริม
  • ๔. เพื่อเป็นศูนย์รวมจำหน่ายสินค้าไทยจากทุกภาคในราคาย่อมเยา

ในสมัยศาสตราจารย์ เกียรติคุณ แพทย์หญิงคุณหญิงสุดสาคร ตู้จินดา เป็นประธานสภาสตรีฯ (สมัยที่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๓๐) ได้จัดการบริหารงานบ้านพระกรุณานิวาสน์ ให้อยู่ในหน้าที่ของคณะกรรมการโครงการถาวรของสภาสตรีแห่งชาติ ในชื่อ “โครงการบริหารบ้านพระกรุณานิวาสน์” โดยมี นางฉวี เพชรรัตน์ เป็นประธานโครงการ มีบริการที่จัดไว้บริการองค์กรสมาชิก และประชาชนทั่วไปได้แก่ ศูนย์ฝึกอาชีพ และศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ได้ร่วมกับฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายเศรษฐกิจ และอาชีพ ฝ่ายการศึกษา และศีลธรรม ฝ่ายคหกรรมสาสตร์ฯ จัดโครงการฝึกอบรมวิชาชีพแก่สตรีและเยาวชน เช่น การทำอาหาร การตัดเย็บเสื้อผ้าในหลักสูตรระยะสั้น เป็นต้น

สมัยนางเรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนด์ท เป็นประธานสภาสตรีฯ (สมัยที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๓๔) ได้บริหารงานโครงการบ้านพระกรุณานิวาสน์ ซึ่งประกอบด้วย กรรมการที่ปรึกษา ประธานโครงการและคณะกรรมการ โดยให้ประธานโครงการ (นางฉวี เพชรรัตน์ ขณะนั้น) เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารของสภาสตรีแห่งชาติฯ ทุกครั้ง และต้องเสนอบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน จัดกิจกรรมฝึกอบรมวิชาชีพ แก่สตรีทั่วไป รวมทั้งกิจการหารายได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและซ่อมแซมหอพักและอาคาร นอกจากนี้ ในแต่ละสมัยก็ได้จัดกิจกรรมพิเศษ หาทุนมาซ่อมแซมอาคาร เช่น จัดสัปดาห์สินค้าไทย ร่วมกับองค์กรสมาชิกจัดการแข่งขันเทนนิส เป็นต้น ปัจจุบัน อาคารสถานที่ในบริเวณบ้านพระกรุณานิวาสน์มิได้มีการปรับปรุง บำรุง ซ่อมแซมใหญ่ มานานร่วม ๒๐ ปี ยังคงรอการดำเนินงานในอนาคต

ประวัติบ้านมนังคศิลา

หลักฐานหนึ่งระบุว่า เดิมเจ้าของบ้าน มนังคศิลาคือ พระยาอุดมพงศ์ราชภักดี ซึ่งภายหลังได้นำไปจำนองไว้กับธนาคารเอเชียฯ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ รัฐบาลในขณะนั้นได้ขอยืมบ้านจากธนาคารมาใช้เป็น บ้านรับรอง โดยสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลรักษา และใช้เป็นที่ประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล

พ.ศ. ๒๔๙๘ รัฐบาลได้ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาขึ้น และใช้บ้านหลังนี้เป็นสำนักงานใหญ่ของพรรคตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีการรัฐประหารขึ้น จึงเลิกล้มพรรคเสรีมนังคศิลาไป ทางธนาคารเอเซียฯ ได้ขอบ้านคืนจากรัฐบาล และรับไปดูแลรักษาเอง เนื่องจากรัฐบาลถือหุ้นอยู่ในธนาคารเอเซียฯ ด้วย จึงได้ขอยืมบ้านหลังนี้รับรองแขกเป็นครั้งคราว

พ.ศ. ๒๕๐๓ กระทรวงการคลังได้ขอสถานที่ตั้งสำนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยที่บางขุนพรหม คืนธนาคารแห่งประเทศไทยจึงทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง โดยขอซื้อบ้านมนังคศิลาจาก ธนาคารเอเซียฯ ให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับสถานที่ตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ที่บางขุนพรหม (ราคาที่ธนาคารเอเซียฯ ขายให้ประมาณ ๓๐ ล้านบาท) ดังนั้นบ้านมนังคศิลาจึงตกเป็นที่ ราชพัสดุของกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแล ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐบาลได้เจรจาขอรับมอบบ้านหลังนี้มาใช้เป็นบ้านรับรองของสำนักนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบันนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้ามีแขกของกระทรวงการคลัง ทางรัฐบาลก็ยินยอมให้กระทรวงการคลังใช้เป็นสถานที่รับรองร่วมด้วย

พ.ศ. ๒๕๑๘ สภาสตรีแห่งชาติฯ ได้รับอนุญาตจาก ฯพณฯ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ให้ใช้บ้านรับรองมนังคสิลาเป็นสถานที่ทำงานของสภาสตรีแห่งชาติจนถึง พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยใช้อาคารเล็ก ๒ หลัง เป็นสำนักงานเลขาธิการ และอาคารหอประชุมมนังคศิลา (ที่สภาสตรีฯ สร้าง) รวมอาคารศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนอาคารหลังใหญ่ และบริเวณทั้งหมดนั้น สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลรักษาสภาสตรีแห่งชาติฯได้ใช้เป็นที่รับรองอาคันตุกะและประกอบพิธีต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยหัวหน้ากองสถานที่และยานพาหนะ สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ

สมัยที่ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช เป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติ (สมัยที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒) ได้รับการอนุมัติให้ปรับปรุงหอประชุมมนังคศิลา โดยสร้างเป็นอาคารหลังใหม่ เป็นที่ประชุมของสภาสตรีแห่งชาติ และองค์กรสมาชิก โดยมีกรมโยธาธิการเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง จุดที่นั่งประมาณ ๓๐๐ คน มีเวทีพร้อมอุปกรณ์แสงและเสียง รวมทั้งเครื่องปรับอากาศ อาคารชั้นบนหอประชุมจัดเป็นห้องสมุดเฉพาะ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้า กิจกรรม ผลงาน และข้อมูลเกี่ยวกับสตรี ทั้งของไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ได้จัดตั้งศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านในบริเวณบ้านมนังคศิลา ร่วมกับ กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ คณะกรรมการสภาสตรีแห่งชาติ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดหอประชุมมนังคศิลา และห้องสมุดสภาสตรีแห่งชาติ ในงานหัตถศิลป์ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑

สมัยที่นางประพักตร์ สกุลรัตนะ เป็นประธานสภาสตรีแห่งชาติ (สมัยที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๒๖ – ๒๕๒๘) สภาสตรีแห่งชาติ ได้รับอนุญาตจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ใช้อาคารเล็ก ๒ หลัง เป็นสำนักงานเลขาธิการอาคารหอประชุมมนังคศิลาเป็นที่จัดประชุมและจัดงาน ขณะนั้นอาคารเล็ก ๒ หลังมีสภาพทรุดโทรมมาก จึงได้รับความอนุเคราะห์ด้านการเงินจากสำนักนายกรัฐมนตรีมาดำเนินการซ่อมแซม ส่วนด้านการตกแต่งภายในและซ่อมแซมเครื่องเรือน คณะกรรมการสภาสตรีแห่งชาติฯ ได้หาเงินมาดำเนินการปรับปรุง เพื่อให้อยู่ในสภาพเหมาะสมสวยงามและตกแต่งห้อง เพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้สะดวก ในเวลาต่อมา กรมศิลปากรได้ จดทะเบียนอนุรักษ์บ้านมนังคศิลาในด้านสถาปัตยกรรม ปัจจุบันนี้ สภาสตรีแห่งชาติ ยังคงได้รับอนุญาตจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้ใช้อาคารเล็ก ๒ หลัง เป็นสำนักงานเลขาธิการ และอาคารเล็กใกล้ประตูทางเข้าเป็นศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้าน จัดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านจากองค์กรสมาชิกในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วนอาคารหอประชุมมนังคศิลา นับจากวันที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จมาทรงเปิดอาคาร เวลาได้ล่วงเลยมากว่า ๓๐ ปีแล้ว หอประชุมจึงมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ทำให้ไม่ปลอดภัยในการใช้ ดังนั้น คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล (ประธานสภาสตรีแห่งชาติ สมัยที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๕) จึงขออนุญาตสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซ่อมแซมหอประชุมดังกล่าว ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีเป็นที่น่าภูมิใจแก่คณะกรรมการดำเนินงานโดยทั่วกัน